อวิชชา (ความเขลา) เป็นมลทินอย่างร้ายแรงที่สุดกว่ามลทินทั้งหลาย

อวิชชา (ความเขลา) เป็นมลทินอย่างร้ายแรงที่สุดกว่ามลทินทั้งหลาย

 

http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi/2012/08/28/entry-1

มลทิน หมายถึง ความสกปรก เครื่องเศร้าหมอง เหมือนกับโคลนที่เปื้อนผ้าขาว เหมือนกับรอยด่างบนผิวหนัง พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องมลทินเอาไว้ก็จำนำมาอธิบายขยายความเพิ่มขึ้นในที่นี้เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นครับ

  ๑. มนตรา ไม่มีการท่องบ่นเป็นมลทิน

หมายถึงคนที่เรียนศึกษาศิลปะวิทยาแล้วไม่ทบทวน นานไปสนิมขึ้น ลืม ๆ หลง ๆ  จะใช้งานก็ติด ๆ ขัด ไม่คล่องแคล่ว เป็นพระไม่ขยันสวดก็ สวดตก ๆหล่น ๆ ติด ๆ ขัด จำไม่ได้ ทำให้เป็นมลทินคือ เวลาจะใช้งานใช้ได้ไม่คล่องแคล่วนั่นเอง เรื่องนี้ใช้ได้กับทุกเรื่องนั่นแหละ มิใช่เฉพาะท่องมนต์

 

  ๒. บ้านเรือน ไม่หมั่นเก็บกวาดเป็นมลทิน

หมายถึงบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หากไม่หมั่นปัดกวาดเช็ดถูดูแล บ้านก็สกปรกรกรุงรัง  เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากใย่ นานไปผู้อาศัยก็มักป่วย เพราะบ้านไม่สะอาดนั่นเอง บ้านสกปรกก็หมองหม่นไม่น่าอยู่ คนอยู่ก็ไม่มีความสุขพลอยหมองหม่นไปด้วย งานแม่บ้านหนักใช่ย่อยนะครับอย่าได้ดูถูกไป คนขยันจึงอาจปัดกวาดตกแต่งบ้านเรือน เดือนละหลายครั้ง ทำให้บ้านน่าอยู่

 

  ๓. ความเกียจคร้าน เป็นมลทินของผิ็วพรรณ

หมายถึงคนขี้เกียจอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ขี้เกียจซักล้างเสื้อผ้า  หมก หมัก ขี้ไคลเกรอะกรัง นานไปก็เป็นโรคผิวหนัง หิด กลาก เกลื้อน เพราะความขี้เกียจของตัวเอง คนขี้เกียจ ก็สกปรกไปทุกเรื่องทั้งอาหารการกิน ที่หลับที่นอน เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม นานไปก็ผิวพรรณเศร้าหมอง ป่วยง่าย

 

  ๔. ความประมาท เป็นมลทินของผู้รักษา

หมายถึงผู้ที่ทำหน้าที่ในด้านต่าง ๆ  และประพฤติตามธรรมในเรื่องต่าง ๆ ความประมาทเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายได้มากเป็นเหตุแห่งความเสื่อมเสีย อย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว อย่างพนักงานรักษาความปลอดภัย ประมาท ก็เป็นเหตุให้ข้าวของเสียหายเพราะโจรผู้ร้ายเป็นต้น พนักงานดับเพลิงประมาทก็เป็นเหตุให้เพลิงลุกลามไหม้บ้านเรือนเสียหายมากขึ้นเอาได้ ความประมาทอาจหมายถึงชีวิตเลยในบางครั้ง ยังมีภาษิตประกอบบ่อย ๆ เลยว่าความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย

 

  ๕. ความประพฤติชั่ว เป็นมลทินของผู้หญิง

หมายถึงหากเป็นหญิงสาวมีความประพฤติไม่เรียบร้อยชื่อเสียงก็จะกระฉ่อนไปในทางที่ไม่ดี ไม่งาม เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นมลทินคือเป็นเหตุให้เศร้าระทมใจ

 

  ๖. ความตระหนี่ เป็นมลทินของผู้ให้

ขึ้นชื่อว่าผู้ให้ หากยังมีความตระหนีอยู่ ก็จะเป็นเหตุให้จิตใจเศร้าหมองได้ ถึงให้ไปก็ได้อานิสงส์ไม่เต็มที่ เพราะใจยังตระหนีอยู่  ความตระหนี่อาจทำให้เลือกที่จะให้  อาจทำให้ให้ของไม่ดีไปก็ได้

 

  ๗. อกุศลบาปธรรม เป็นมลทินทั้งโลกนี้และโลกหน้า

หมายถึงว่า บาป กับอกุศลนั้น มักให้ผลในทางที่เลวร้าย ทำให้ผู้ที่ทำบาปมีอกุศลมักได้รับทุขเวทนาทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า เพราะผลบาปอันเป็นวิบากกรรมจากที่เคยทำไว้ให้ผล  อาจให้เกิดเป็นคนยากจนข้นแค้น เป็นคนมีโรคร้าย ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ พิกลพิการเป็นต้น อันเป็นผลจากอกุศลและบาปที่เคยทำเอาไว้

 

  ๘. อวิชชา เป็นมลทินอย่างร้ายแรงที่สุดกว่ามลทินทั้งหลาย 

สาเหตุที่อวิชชาเป็นทลทินที่ร้ายกาจที่สุด ก็เพราะว่าคนเราลองตกอยู่ในอวิชชาเสียแล้ว ย่อมคิดผิด พูดผิด ทำผิด ได้ง่าย ๆ  จิตใจย่อมหลุดพ้นได้ยาก จะให้กลับตัวกลับใจก็ยาก ทั้งยังเป็นเหตุให้เกิดมลทินอื่น ๆ ตามมาอีกได้ทุกข้อเลยทีเดียว

 

ผู้รู้ใคร่ครวญแล้วพิงพิจารณาใช้ธรรมข้อนี้ให้เกิดประโยชน์ กับชีวิตของตนเทอญ    

*****

********

************

https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute/%E0%B8%A...

อวิชชา

 

 

*****

**********

********************

 

กลัวโควิด-19 แต่ไม่กลัวความไม่รู้​(อวิชชา)​

ผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้​ซึ่งมีโอกาสพบพานพระพุทธศาสนาและนับถือพระพุทธศาสนา นับเป็นความโชคดียิ่งจึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิตโดยไม่ฟังธรรม

พฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2563 เวลา 10.00 น.

วันวิสาขบูชา​เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา​กำลังจะเวียนมาบรรจบครบรอบปี​ ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ​เดือน 6​ ตามปีปฏิทินจันทรคติหรือตรงกับวันที่​ 6​ พ.ค.​ 63​ ตามปีปฏิทินสุริยคติ ย้อนหลังกลับไปเมื่อ​ 45 ปี ก่อนพุทธศักราชเจ้าชายสิทธัตถะ​ระหว่างที่ทรงผนวช​พรรษาที่​ 6​ ทรงได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ​ญาณซึ่งเป็นสภาวธรรมที่มีจริง (ปรมัตถ​ธรรม) คือ จิต​ ​เจตสิก​ ​รูป นิพพาน​ ​

เป็นสภาวธรรมที่จำแนกออกเป็นสองประเภท ​ประเภทแรกคือ นามธรรมหรือนามขันธ์หรือนามธาตุ​ ​เป็นสภาพรู้ที่มีจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้คือ​ จิตเห็น​ จิตได้ยิน​ จิตได้กลิ่น​ จิตลิ้มรส​ จิตรู้กระทบสัมผัส​ จิตคิดนึก มีการเกิดดับสลับกันไป​ และสภาพรู้ที่มีเจตสิก​ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับจิต​และดับพร้อมกับจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต​ ประเภทที่สอง คือ รูปธรรมหรือรูปขันธ์หรือรูปธาตุ เป็นสภาพที่ไม่รู้แต่ปรากฏให้รู้ทางทวารทั้ง​ 5​ (ปัญจทวาร)​ ​คือ ​สี​ปรากฏทางตา ​เสียงปรากฏทางหู​ กลิ่นปรากฏทางจมูก​ รสปรากฏทางลิ้น ​และเย็นหรือร้อน​ อ่อนหรือแข็ง ​ตึงหรือไหว ​​ปรากฏทางกาย​ สภาวธรรมดังที่กล่าวถึงนี้ ​​มีลักษณะ​ 3​ ประการ​ (ไตรลักษณ์)​ คือ ไม่เที่ยง (อนิจจัง)​ ทุกข์ (ทุกขัง)​ ไม่ใช่ตัวตน​ ​บังคับบัญชาไม่ได้​ (อนัตตา) ส่วนนิพพานเป็นสภาวธรรมที่เหนือโลก (โลกุตรธรรม)​ ไม่เกิดดับเพราะไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง​
ผู้ที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้​ซึ่งมีโอกาสพบพานพระพุทธศาสนาและนับถือพระพุทธศาสนา นับเป็นความโชคดียิ่งจึงไม่ควรประมาทในการดำเนินชีวิตโดยไม่ฟังธรรม ฉะนั้นชาวพุทธจึงควรฟังธรรมตามกาล​เพื่อจะได้รับประโยชน์จากพระพุทธศาสนา​ โดยมีความรู้ความเข้าใจในความจริงอันถึงที่สุด(อริยสัจธรรม)​ ตาม​ที่พระบรมศาสดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า​  ทรงตรัสรู้​ดังคำในพระพุทธพจน์ว่า​ "สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง  ​ (สัพเพ​  สังขารา​  อนิจจา)", "สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์​ (สัพเพ  ​สังขารา​ ​ทุกขา)", "ธรรมะทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน​บังคับบัญชาไม่ได้​ (สัพเพ​ ธัมมา​ อนัตตา)​"

ชาวพุทธพึงทราบว่าอานิสงส์​จากการฟังธรรมมี​ 5​ ประการ​คือ​ ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง 1 เข้าใจชัดสิ่งที่ได้ฟังแล้ว 1 ​บรรเทาความสงสัยเสียได้​ 1 ทำความเห็นให้ตรง 1 จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส​ 1 การที่ชาวพุทธมีความรู้ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา​พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า​จะนำไปสู่ความเห็นถูก(สัมมาทิฏฐิ)​ สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปรกติสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคล​มีการขัดเกลากิเลส​ประพฤติปฏิบัติตนสุจริตทางกาย​ ​วาจา​ ใจ​ มีความละอายชั่วกลัวบาป​  เมื่อถึงแก่กรรมแล้วย่อมไปเกิดในภพภูมิที่ดี(สุคติภูมิ) ​แต่ในทางกลับกันผู้ที่ไม่ฟังธรรม ย่อมเป็นผู้ไม่รู้(อวิชชา) จึงมีแต่ความเห็นผิด(มิจฉาทิฐิ)​ ไม่เห็นโทษในการประพฤติปฏิบัติตนทุจริตทางกาย ​วาจา ​ใจ ​ไม่มีความละอายชั่วกลัวบาป ​เมื่อถึงแก่กรรมแล้วย่อมไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดี (ทุคติภูมิ)​ หรือ ภพภูมิที่อยู่อย่างยากลำบาก(อบายภูมิ)​

ความไม่รู้(อวิชชา)​ เป็นภัยต่อการดำเนินชีวิต เนื่องจากไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลยจากการนับถือพระพุทธศาสนา แทนที่เกิดมาในชาตินี้จะได้สะสมความเห็นถูก กับมีแต่สะสมความเห็นผิด ความไม่รู้ มี​ 8 ประการ​มีดังนี้
1. ความไม่รู้ในทุกข์ (ทุกขอริยสัจจะ)
2. ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ (สมุทยอริยสัจจะ)
3. ความไม่รู้ในความดับทุกข์  (นิโรธอริยสัจจะ)
4. ความไม่รู้ในหนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรคอริยสัจจะ)
5. ความไม่รู้ในอดีต
6. ความไม่รู้ในอนาคต
7. ความไม่รู้ในทั้งอดีตและอนาคต
8. ความไม่รู้ในสภาพธรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน (ปฏิจจสมุปบาท)

ปฏิจจสมุปบาท เป็นความเกี่ยวเนื่องจากเหตุไปสู่ผลซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นด้วยดี​ เป็นไปตามลำดับโดยอาศัยเหตุปัจจัย  ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เป็นเหตุและเป็นผลนำไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด(สังสารวัฏฏ์)  เป็นการแสดงเรื่องของปัจจัยที่มีเหตุนำไปสู่ผล ปฏิจจสมุปบาท มีองค์ 12 ดังนี้
อวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิด สังขาร สังขาร เป็นปัจจัยให้เกิด วิญญาณ วิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป นามรูป เป็นปัจจัยให้เกิด สฬายตนะ  สฬายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ  ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา

เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด ภพ  ภพ เป็นปัจจัยให้เกิด ชาติ  ชาติ เป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส การเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั้น ย่อมมีด้วยประการฉะนี้
 
เพื่อให้ชาวพุทธได้รับประโยชน์จากการสนทนาธรรมของอาจารย์สุจินต์​  บริหารวนเขตต์​ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ได้สนทนาธรรม​เรื่อง ​“ธรรมะกับกลัวโควิด – 19” เมื่อ​วันที่ 21 มี.ค. 63​ ​ผ่านรายการ​ “จิบกาแฟข้างสภา” สถานีวิทยุมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่​ซึ่งมีนายบัญชร วิเชียรศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ
คำถามถึงการพิจารณาในทางพระพุทธศาสนา​เกี่ยวกับความวิตกกังวลในความเจ็บ​ป่วยความตาย​รวมถึงในขณะนี้มีโรคโควิด-19​ อาจารย์สุจินต์ตอบว่า "…เราไม่ได้เข้าใจเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีใครสามารถจะทำอะไรได้เลย นอกจากมีปัจจัยจะให้สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงจะเกิดขึ้นได้ ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าความจริงลึกซึ้ง คือว่าถึงจะมีภัยไม่มีภัยอย่างไร ก็ต้องมีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก ห้ามไม่ได้ แค่นี้ยังห้ามไม่ได้ แล้วจะไปห้ามภัยอะไรได้คะ

ในเมื่อมีปัจจัยที่จะเกิดก็เกิด เกิดให้เห็นด้วยว่า ใครก็ทำอะไรไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ เพียงแต่ว่าถ้าเข้าใจความจริงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคิดหรือเราต้องการ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุที่จะให้เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น และตัวอย่างก็ชัดเจนทุกสมัย ถ้าไม่มีโควิด เราก็ไปคิดถึงเรื่องอื่น เราก็ลืมเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้น ใครทำให้เกิดได้ ไม่มีใครสักคนหนึ่ง แต่ว่าเกิดแล้วต่างหาก แล้วเราก็จะต้องรู้จริงๆ ว่า ใครจะรู้ซึ้งถึงเหตุที่ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้"
 
คำถาม​ถึงการกลัวภัยอันตรายที่เกิดขึ้น แล้วมีการหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญ ถือว่าเป็นวิธีที่ถูกหรือไม่อาจารย์สุจินต์ตอบว่า“ ไม่มีทางทำได้หรอก จะหลีกเลี่ยงอย่างไร  ถ้าจะใช้วิธีป้องกัน เขาก็ป้องกัน แต่จะป้องกันอย่างไรถึงเวลาที่จะเกิดก็เกิดได้ เพียงแต่ว่าเราไม่ประมาท เพราะเรารู้เหตุที่แท้จริงว่าแต่ละอย่างเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ตามคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่งว่า ทุกอย่างที่เราไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร พระองค์ทรงแสดงเหตุ ทั้งเหตุใกล้และเหตุไกลอย่างละเอียด

​เพราะฉะนั้น ถ้าไม่มีความรู้ เราก็จะกลัวไปหมดเลย อย่างวันนี้เรากลัวโรคนี้ และต่อไปข้างหน้ามีโรคอื่น เราก็กลัวอีก กลัวไปหมด เพราะไม่รู้ความจริงว่า เหตุที่จะให้เกิดสิ่งที่ดีก็มี เหตุที่จะให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีก็มี ทำไมเกิดขึ้นกับคนนี้ดี เกิดขึ้นกับอีกคนหนึ่งไม่ดี ทำไมคนทั้งโลกไม่เป็น แต่ทำไมบางคนเป็น อย่างโรคนี้ก็ไม่ได้เป็นกันทุกคน ใช่ไหม และความกลัวต้องมีแน่นอน ตราบใดที่มีความรักตัว  เกิดมานี่ก็กลัวไปหมด จะกลัวน้อยกลัวมากก็แล้วแต่“

 
คำถามถึงความกลัว ไม่ว่าจะเป็นกลัวอุบัติเหตุ กลัวอาชญากรรม กลัวโรคภัยไข้เจ็บ กลัวภัยพิบัติทางธรรมชาติ การหลีกเลี่ยงถือว่าเป็นความไม่ประมาท​ อาจารย์สุจินต์ตอบว่า "คนที่เขาเป็นโควิด เขาหลีกเลี่ยงหรือเปล่า แต่เขาก็เป็น ใช่ไหม หรือเขาไม่หลีกเลี่ยง เขาก็เป็นใช่ไหม เพราะฉะนั้น จริงๆแล้วก็มีเหตุที่มองเห็นใกล้ๆ ว่า ถ้าปล่อยตัว ไม่ระวังตัวเลย ก็มีทางที่จะเป็นไปได้ แต่เหตุไกลยิ่งกว่านั้นก็คือว่าคนที่ระวังตัวแล้วยังเป็นได้ เพราะอะไร และคนที่ไม่ระวังตัวอย่างนั้น แต่ถึงเวลาจะไม่เป็นก็ไม่เป็น หรือเป็นกันทุกคน หรือคนที่กลัว คนที่ระวังเท่านั้นที่ไม่เป็น และคนที่เป็นไม่ระวังเท่านั้นหรืออย่างไร"

วันวิสาขบูชาที่กำลังจะมาถึงในวันพุธหน้า​น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับชาวพุทธที่จะได้เริ่มต้นฟังธรรมเพื่อละความไม่รู้​ โรคทางกายรักษาได้​ แต่โรคทางใจยากจะรักษา​ ชาวพุทธควรมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและ​มีการสะสมปัญญาตามลำดับขั้น​ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
.................................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”
ขอบคุณภาพประกอบจาก วิกิพีเดีย

... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/article/771817

 

 

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

3 ความเห็น

 
3 ส

รัฐบาลไอ่เห้ตูบโคตรควาย

โกรธแล้ว

  • รัก
    1
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    1
  • เศร้า
    0
 
big60

พูดเรื่องอวิชชาให้ชาวบ้านฟังตามภาษาทางศาสนา ปวดหัวตาย พูดเท่าไหร่ เขาก็ไม่เข้าใจหรอก ถ้าพูดภาษาชาวบ้าน อาจจะพอเข้าใจได้บ้าง ถ้าบอกว่า อวิชชาคือความไม่รู้ เขาก็เถียงคอเป็นเอ็นว่าเขาจบดอกเตอร์ ไม่รู้ได้ไง

...

ต้องบอกชัดๆว่า อวิชชา คือความไม่รู้ความเป็นจริงที่จริงๆ ของทุกสิ่งในโลก รู้แต่ความจริงที่ปลอมแปลงคือตั้งกันเองหลังจากเกิดมาแล้วเท่านั้น ซึ่งมันไม่ใช่ความจริงแท้ๆของมัน จริงเพราะตั้งกันเอง จริงเป็นที่ๆ จริงชั่วคราว

...

ความจริงแท้ๆของคนก็คือ สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งในหลายๆสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่บนโลกนี้ กินอาหาร ขับถ่าย เจริญเติบโต สืบพันธุ์ หมดอายุขัยตายจากโลกเหมือนกัน ไม่แตกต่าง หน้าที่ ยศ ตำแหน่ง ก็ตั้งกันเอาเองหลังเกิดแล้วทั้งนั้น

...

และมันก็ไม่ได้เป็นความจริงตามธรรมชาติ เป็นความจริงเฉพาะที่ ไปประเทศอื่นที่อื่น มันก็ไม่จริงแล้ว มันเป็นจริงได้แค่ชั่วคราว หมดอายุขัยตายจากมันก็ไม่เป็นจริงแล้ว เห็นแต่เอาเครื่องแต่งตัวประดับยศมาตั้งไว้ข้างโลงเท่านั้น

...

ทรัพย์สินเงินทอง ก็พิมพ์กันเอาเองหลังเกิดแล้ว ค่าของทรัพย์สินเหลานั้น จริงๆแล้วมันก็มีแค่ ซื้ออาหาร เครื่องนุ่งห่ม สร้างที่อยู่อาศัย ซื้อยารักษาโรคได้ เท่านั้น เมื่อไหร่ซื้อไม่ได้หรือไม่มีขายให้ ก็ไม่มีค่า ไม่รู้จะเอาไปทำไม

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    0
 
big60

และมันก็เป็นจริงเฉพาะที่ คือเฉพาะประเทศ ไปประเทศอื่นมันก็ไม่จริง ต้องไปแลกเปลี่ยนใหม่ มีค่าเฉพาะยามมีชีวิต ตายแล้วจะกี่ล้านก็ใช้ไม่ได้ นั่นล่ะคือความหมายของอวิชชาจริงๆ เมื่อไม่รู้ความจริงของมัน จึงเกิดความทุกข์ขึ้น

...

ทุกข์เพราะแย่งชิงสิ่งที่เอาไปไม่ได้ ฆ่าฟันกันตายมากมายเพื่อแย่งชิงมัน สร้างความทุกข์ให้กันไม่จบสิ้น ทั้งๆที่มันก็ไม่เคยยอมรับว่าเราเป็นเจ้าของ ไครหยิบไปมันก็ไปด้วย เขาเอาไปจ้างคนมาฆ่าเรามันก็ไป มันไม่ได้เคยยอมรับเรา

...

ถ้ารู้ความจริงๆที่จริงๆของสิ่งเหลานี้ ความทุกข์ที่มีทุกวันมันจะไม่เกิด สิ่งมีค่าของคนคือความสุขที่เกิดกับใจ และคงอยู่ในนั้นตลอดไป ตลอดเวลาที่นึกถึงมัน ความสุขเหลานี้เกิดได้เพราะทำความดีด้วยศรัทธาอย่างเดียว ไม่ใช่เงิน

...

เงินอาจทำให้เกิดความสนุกได้ แต่ไม่ใช่ความสุข ความสนุกนั้นต่างจากความสุข ความสนุกอาจจบลงด้วยความทุกข์ แต่ความสุขที่เกิดกับใจที่เต็มเปี่ยมด้วยแรงศรัทธา จะคงอยู่แบบนั้นตลอดไป ตราบไดที่ยังไม่เสื่อมถอยศรัทธา

...

ความสุขทางใจนั้นมีค่ามากมาย เพราะทำให้ชีวิตเป็นสุข แต่มันไม่มีขายให้ ต้องทำความดีด้วยใจศรัทธามันจึงจะเกิดได้ ตลอดชีวิตบางคนทำแต่ความดี แต่ทำด้วยความจำใจไม่ได้มีศรัทธา ก็ไม่มีทางหาความสุขได้เจอหรอก

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    1