ปฎิกิริยาจาก “เราไม่ทิ้งกัน” สัญญาณทาง “เทคโนโลยี”

ปฎิกิริยาจาก “เราไม่ทิ้งกัน” สัญญาณทาง “เทคโนโลยี”

09.00 INDEX ปฎิกิริยาจาก “เราไม่ทิ้งกัน” สัญญาณทาง “เทคโนโลยี”

 

 

 
 
*****
**********
*******************
 
ชักธงรบ : โรคอย่างยิ่ง
กิเลน ประลองเชิง13 เม.ย. 2563 05:02 น.
 

ผมมีต้นทุนที่ลงไปกับการฉายแสง ปิดประตูสู้มะเร็งต่อมลูกหมาก ตั้งแต่ต้นเดือนมกราฯ...จนต้นมีนาฯ 39 ครั้ง เมื่อหมอไม่เลื่อนนัด หลังการเจาะเลือดดูผล...จึงเป็นเหตุผลมากพอฝืนกติกาไปโรงพยาบาล

คนแก่กลุ่มเสี่ยง ต้องออกจากบ้านในเวลาสถานการณ์ฉุกเฉิน จึงเป็นความตื่นเต้นเร้าใจไม่น้อย

 

นับแต่ก้าวแรก ที่เดินเข้าอาคารว่องวานิช รพ.จุฬาฯ...ผ่านเครื่องสแกนวัดไข้อัตโนมัติ จำนวนคนไข้บางตากว่าตอนยังไม่กลัวเจ้าโควิด-19 เก้าอี้นั่งทุกตัวมีระยะห่าง คนไข้ทุกคนระมัดระวังตัว

เคาน์เตอร์พยาบาล ห้องตรวจหมอ มีแผ่นพลาสติกบางใสกั้นกลาง หมอบอกว่า ผมเป็นคนที่สองที่เอาหัวชน

ผลเลือดจากเดิมที่มี 0 นำหน้าจุด มี 0 ตามหลังหนึ่งตัว ได้ 0 เพิ่มมาอีกสองตัว เลขสุดท้ายคือ 2

หมอว่า ไม่มีตัวเลขที่ต่ำกว่านี้อีกแล้ว เป็นอันพอแน่ใจ ผมคงรอดจากมะเร็งไปอีกนาน

แต่จะรอดจากโควิด-19 ไปได้สักแค่ไหน ก็คงต้องแล้วแต่ชะตาฟ้าดิน

ตลอดเวลาสามสี่เดือน ผมประทับใจหมอ เทคนิคการแพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เจ้าหน้าที่ที่ปลุกปล้ำให้กลั้นปัสสาวะตอนฉายรังสี

จำนวนคนไข้ฉายแสงล้นคิวปกติทุกวัน ผมเคยทำสถิติฉายแสงเสร็จสามทุ่มครึ่ง

ในชีวิตผมหลักสูตรฉายแสงเป็นประสบการณ์ที่เหน็ดเหนื่อย แต่เมื่อได้ยินว่า เมื่อคืนงานเสร็จสี่ทุ่ม และต้องรีบตื่นตีสี่มาเข้างานเช้า จึงรู้ว่า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหลายคนเหนื่อยกว่าคนไข้

สภาพคนไข้รอฉายแสงต่างกัน บางคนนอนบนเตียง บางคนนั่งรถเข็น หลายคนนั่งไอโขลกๆ

ผมไม่เคยเห็นแววตาท่าทีเบื่อหน่าย เหนื่อยล้า รังเกียจ กับคนไข้ที่มีปัญหาปริมาณฉี่น้อยฉายแสงไม่ได้ ผมเห็นแต่แววตาอาทร และวาจาให้กำลังใจ

ที่ผมแปลกใจ ทุกคนที่ทำงานไม่มีใครใส่หน้ากากอนามัย ป้องกันตัวเอง

แต่ในวันนั้น...วันที่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทุกคนอยู่ในอุปกรณ์ป้องกันพร้อม แต่สีหน้าแววตายังเหมือนเดิม

บรรยากาศอาคารว่องวานิช คนไข้มะเร็งเป็นเช่นนี้ ถ้าเอาไปเทียบกับอาคารที่ดูแลคนไข้ไวรัสโควิด-19 ทุกคนที่เกี่ยวข้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย คงเหน็ดเหนื่อยหนักหนากว่าอาคารคนไข้ที่ผมไปหลายเท่า

มีคนพูดไปแล้ว ผมขอพูดอีก แม้ว่างานนั้นเป็นหน้าที่ แต่ก็ขอขอบคุณและซาบซึ้งใจในความเสียสละมุ่งมั่น

จบจากเรื่องเจอหมอ ผมลิ่วไปศูนย์อาหารทวีวงศ์ถวัลยศักดิ์ ที่อยู่ติดกัน ผมพยายามนึกภาพ หลังคำสั่งศูนย์การค้า ปิดร้านค้า ร้านกาแฟ ฯลฯ ขายให้ซื้อไปกิน ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง...

บรรยากาศในศูนย์อาหาร รพ.จุฬาฯ เป็นไง?

เป็นไปตามที่ผมวาดภาพในใจ...ศูนย์อาหารแยกโต๊ะให้นั่งห่างๆ คนป่วยไว้ส่วนหนึ่ง คนเฝ้าไข้ เจ้าหน้าที่ รพ.อีกส่วนหนึ่ง นี่เป็นความจำเป็น ในโรงพยาบาล การเอาอาหารไปกินในอาคารคนไข้...ไม่ควรอย่างยิ่ง

ตลอดสามเดือน ผมติดใจรสอาหารศูนย์อาหาร อร่อยคนเดียวไม่พอ โทร.ชวนคนมากินเป็นเพื่อน ซื้อกลับไปฝากคนที่บ้าน ยิ่งเป็นอาหารปักษ์ใต้ ร้านมัลลิกา ชุมพร อร่อยเป็นเลิศ แกงเหลืองกินแล้วติดลิ้นไปหลายวัน

ถ้าไม่ติดข้อหาคนแก่ออกจากบ้านยาก อยากกินเมื่อไหร่ จะนั่งรถไฟฟ้าไปกิน

คุยมาถึงตรงนี้ นึกถึงพุทธสุภาษิต ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา ความหิวเป็นโรคอย่างยิ่ง พุทธสุภาษิตนี้ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ จำมาจากปาก หลวงปู่พระครูโวทานธรรมาจารย์ สมภารวัดดาวดึงษ์ บางยี่ขัน ฝั่งธนฯ ตอนที่ผมบวชเณร

คนทำอาหารอร่อย ให้คนตามไปซื้อกิน เปรียบไปก็เหมือนหมอรักษาคนไข้...โรคหิวนั้น เราป่วยกันทุกวัน วันละสามเวลา รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หาย ก็คงรักษากันไป จนกว่าจะตายกันไปข้างหนึ่ง.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/news/politic/1818484

 

  • รัก
    2
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0

1 ความเห็น

 
3 ส

ทีมแพทย์ พยาาบาล บุคลากรทางการแพทย์

คารวะ

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0