ถ้าไม่มี "สรรพสิริ วิรยสิริ" เราอาจไม่รู้ว่ามีคนตายในวันนั้น

ถ้าไม่มี "สรรพสิริ วิรยสิริ" เราอาจไม่รู้ว่ามีคนตายในวันนั้น

https://www.silpa-mag.com/history/article_20876


สรรพสิริ วิรยศิริ ผู้รายงาน “6 ตุลา 19” ให้โลกรู้ความจริงก่อนถูกปลด-ล้มละลาย
 

เผยแพร่วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2561

สรรพสิริ วิรยศิริ นักข่าวคนจริง ยืนยันหน้าที่สื่อ ต้อง” เสนอข่าว 6 ตุลา 19” ให้ประชาชนรู้ความจริง แต่หลังออกข่าวเขาถูกปลดกลางอากาศและล้มละลาย

สรรพสิริ วิรยศิริ (10 ก.พ. 2463 – 15 ต.ค. 2555) เป็นบุตรชายของพระยามหาอำมาตยาธิบดี (เสง วิรยศิริ) จบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ อนุปริญญาทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) และวิชาการถ่ายภาพจากสถาบันการถ่ายภาพแห่งนิวยอร์ก

โดยเริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวต่างประเทศ ของกรมโฆษณาการ (ปัจจุบันคือ กรมประชาสัมพันธ์) มีงานอดิเรกคือสร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณา และสรรพสิริเป็นคนแรกที่สร้างแอนิเมชั่นในประเทศไทย

เมื่อมีการจัดตั้งบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด สรรพสิริก็มาเป็นช่างภาพ และผู้ประกาศข่าวคนแรกของไทย จนขึ้นสู่ระดับผู้บริหารได้เป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยโทรทัศน์ จำกัด (ปัจจุบันคือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ) ผู้อำนวยการ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 (ปัจจุบันคือ สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 เอ็มคอตเอชดี) และผู้อำนวยการ สถานีวิทยุกระจายเสียง ท.ท.ท. (ปัจจุบันคือ สถานีวิทยุ อสมท โมเดิร์นเรดิโอ) เป็นบุคคลผู้บุกเบิกวงการโทรทัศน์ ข่าวโทรทัศน์ และโฆษณาโทรทัศน์ของไทย

ก่อนที่จะถูกปลดกลางอากาศ เพราะเสนอข่าว ตุลา 19”

บรรยากาศเหตุการณ์ “6 ตุลา 19”  (ภาพจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 7 ตุลาคม 2519)

ซึ่ง ฤาจะเลือนลบกลบสิ้น-หนังสือในวาระพิเศษรำลึก 40 ปี 6 ตุลา 2519 นำส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ดังกล่าว ที่สรรพสิริ บันทึกไว้ในหนังสือผมเป็นคนข่าวคนหนึ่งก็แค่นั้น ของเขา ว่า

วันที่ ตุลาคม 2519 ผมไปสังเกตการณ์ที่อำเภออุ้งผางแล้วกลับมากินข้าวเย็นกับเพื่อนที่เป็นผู้บังคับบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ชื่อ พลตำรวจโท อังกูร ทัตตานนท์” อยู่ที่อำเภอแม่สอด ได้รับรายงานทางวิทยุว่า เหตุการณ์ที่บานปลายจากการที่จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส จารุเสถียร กลับมาเมืองไทยทำให้เกิดเรื่องใหญ่ระหว่างการชุมนุมประท้วงในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมจึงตีรถห้อแน่บจากแม่สอดคืนนั้นมาที่ศูนย์วิทยุราชดำริอาเขต ซึ่งเป็นที่ประสานงานระหว่าง ข่าวล่ามาเร็ว” ของทีวีช่อง กับ ข่าวล่ามาทันที” ที่เพิ่งออกมาจากธรรมศาสตร์ แล้วผมก็ตัดสินใจทันทีว่าจะทำอะไรต่อไปทั้งๆ ที่รู้แน่อยู่แก่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นแก่ตนเอง

ตั้งแต่ก่อนฟ้าสว่างวันที่ ตุลาคม รถบัญชาการของ ข่าวล่ามาเร็ว” กับ ข่าวล่ามาทันที จอดอยู่ที่อนุสาวรีย์ทหารอาสาหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมสั่งให้ทีวีช่อง เปิดเครื่องส่งตามหน้าที่ที่ผมคนเดียวสั่งการได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเป็นการทำตามหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ถูกต้อง ถ้าผลจากการนี้จะช่วยชีวิตใครสักคนให้อยู่รอดได้ ผมก็พอใจแล้ว แม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตตนเอง จากการตัดสินใจนี้ผมไม่ตายแต่ก็เลี้ยงไม่โต!

ตอนที่เกิดการยิงกันขึ้นและมีการใช้สื่อของฝ่ายหนึ่งถล่มทำลายอีกฝ่ายหนึ่งชุลมุนวุ่นวายไม่รู้อะไรเป็นอะไรอยู่นั้น ผมแน่ใจว่ามีสื่อมวลชนที่เป็นกลางวางตัวเป็น หูทิพย์ และ ตาทิพย์ ของประชาชนส่วนใหญ่ไปเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเสนอให้สาธารณชนได้รับรู้เพื่อประกอบการใช้วิจารณญาณที่ถูกต้องน่าจะผ่อนเพลาบรรเทาความรุนแรงของเหตุการณ์และเป็นผลดีแก่ชาติบ้านเมือง

หลังสั่งเปิดส่งทีวีเป็นพิเศษ ผมคว้า โกดัก สเปเชี่ยล” ไปช่วยเก็บภาพต่างๆ ด้วย เพื่อเสริมกำลังช่างภาพและคนข่าวที่มีไม่เพียงพอ

ดังหนึ่งจะรู้สึกโดยจิตใต้สำนึกว่านี้อาจจะเป็นการถ่ายข่าวครั้งสุดท้ายในชีวิตของช่างภาพข่าวคนแรกของทีวีเมืองไทย ผมไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ตากล้องเท่านั้น ยังเป็นคนตัดต่อฟิลม์ และลำดับภาพด้วยตนเอง แถมอ่านข่าวเองอีกด้วยเพราะไม่มีเวลาประดิดประดอยเขียนข่าวให้คนอื่นอ่าน นอกจากนั้นยังมีโอกาสวินิจฉัยตัดที่รุนแรงเกินเหตุออกไปเสียบ้าง

เวลา 18.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน นำโดยพลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำการรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง จาก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ มีการออกประกาศแถลงการณ์ทางทีวีและวิทยุแก่สาธารณะ

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินปลดสรรพสิริ วิรยศิริ ออกจากทุกหน้าที่ในทีวีช่อง 9 และวิทยุ ท.ท.ท. ความก้าวหน้าในวิชาชีพถูกปิดลง ถูกสอบสวนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ถูกดำเนินคดี และถูกอายัดทรัพย์ทั้งครอบครัว ฯลฯ

6 ตุลาคม 2519 ถ้าหากไม่มีความกล้าหาญของ สรรพสิริ วิรยศิริ” ในวันนั้น เราคงจะยังเถียงกันอยู่ว่า ตกลงมีคนตายหรือไม่?” และเราอาจจะไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่สนามหลวงกันแน่ในวันนั้น และโลกก็ไม่รู้ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0

5 ความคิดเห็น

 
3 ส

 เยี่ยมครับท่าน

ยอดเยี่ยม

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
619

ยุคนั้นแค่ข่าวสารกระจายไปแต่บ้างที่ของประเทศเท่านั้นเพราะเป็นการส่งสัญญาณ

แบบ  line of sight ต้องใช้สถานีทวนสัญญาณขยายส่งต่อไปอีก แต่ปัจจุบันแค่มือถือเครื่องเดียว

ทั่วโลกและยุคนี้ประชาชนเขาตาสว่างกันหมดแล้ว  

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    1
  • เศร้า
    0
 
อ่างขาง

ตอนที่0.1

ใต้ถุนห้องสมุดในคืนนั้น เต็มไปด้วยเหล่านักสู้หลายสำนัก ล้วนยอดฝีมือทั้งสิ้น หัว เข็มขัดเป็นตัวบ่งชี้ที่มาของสำนักไหน

บ้องกัญชา ถูกงัดขึ้นมาตั้ง ใครเจ๋ง ใครเก่ง ใครซ่า เชิญประลองได้เลย

ริมสระน้ำ เต็มไปด้วย เสียงกลองพร้อมวงเหล้าเป็นหย่อมๆหลายสิบวง เพลงของสถาบันใครสถาบันมัน ได้ถูกงัดขึ้นมาร้องแข่งกัน

ที่ตรงนั้นเขาเรียกกันว่าเทคนิคกรุงเทพ ทุ่งมหาเมฆ

 แผนก คหกรรม ทำงานอย่างหนัก รถ รสพ.ทยอยกันเข้ามาคันแล้ว ข้าวสาร อาหาร ผักสดมากมายขนกันเข้ามา ตรงไปที่แผนกคหกรรม เพื่อทำอาหารเลี้ยงผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วน เหล้าแดงสำหรับผู้กล้าที่เก๋าจริง กรอกกันเข้าไปในลำคอ

ทางโน่นเอาแล้ว หนุมานออกฤทธิ์

ทางนี้ก็เอาอีกแล้ว เสือร้องคำราม โฮกโฮก วุ่นวายไปหมด

จวบจนเช้ามองไปหน้าตึก อำนวยการ ตู้โค๊กนอนแอ้งแม้งอยู่ เกลื่อนไปด้วยขวดแก้วที่น้ำในขวดไม่มีแล้ว ทุกที่มีแต่ขยะ สระบัวกลายเป็นสระว่ายน้ำไปเลย  ครึกครื้นไปหมด ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอยังไม่สร่าง  ผมถูกเชิญไปที่ห้องประชุมบนอาคารตึกอำนวยการ

มีนายตำรวจท่านหนึ่งทำหน้าที่อธิบายพร้อมสั่งการพวกเรา  ที่ประชุม แจกริบบิ้นสีเหลืองให้พวกเราคนละเส้น ติดไว้ที่แขนเสื้อ แผนที่ถูกนำมากางออกมา

 “ตรงนี้คุณดูแลแล้วชี้มือไปที่ประตูทางเข้าใหญ่ด้านท่าพระจันทร์  “เรามีตาข่ายใหญ่ปิดกั้นไม่ให้คนเข้าออก คุณเพียงมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้ใครบุกเข้าไปในธรรมศาสตร์เพิ่มอีกและอย่าให้ใครออกมา” 

หน้าที่แต่ละคนถูกแจกจ่ายกันไป ใครดูแลตรงไหนใช้วิธีการอะไร

ได้เวลาแล้วรถบรรทุกรสพ.เคลื่อนเข้ามา บนรถเต็มไปด้วยนักรบกล้าทั้งนั้น ผมนั่งไปข้างหน้าด้วยอาการงง มึนยังไม่หาย  ในใจคิด กูไปทำอะไรกันวะนีแต่ไม่ลืมที่จะชวนสาวนศ.แผนกคหกรรมคนหนึ่งขึ้นรถไปด้วย

นึกถึง ไอ้เฮงเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม  ที่บังเอิญเจอกันเมื่อคืนที่ลานโพธิ์ ผมไปฟัง นศ.ไฮปาร์ค ในใจคิดซวยแล้วเพื่อน กูจะบอกมึงได้ยังไงกันนี่ ไอ้พวกนักรบที่ไปบนหลังรถกู แม่ง ล้วนเยี่ยมยุทธ์ยอดฝีมือทั้งนั้น

รถจอดลงที่ท้องสนามหลวง ด้านหน้ามหาวิทยาลัยศิลปกร นักรบของผมยังไม่ทันได้แสดงตัวว่าผมเป็นใคร มีหน้าที่ทำอะไร มันก็กระโดลงจากรถกันหมดแล้ว ตางคนต่างโชว์อาวุธขึ้นมา ชูหรา เหมือนว่านักรบกล้ากำลังหิวกระหายใครขวางหน้าตายแน่อะไรแบบนั้น รถบรรทุกน้ำอัดลมคันหนึ่งวิ่งผ่านมาพอดี  ความเก่งกล้าของนักรบผม รถไม่ต้องจอดแต่ลังน้ำอัดลมบนนั้นล่วงลงมาเกลื่อนถนนไปหมด มิทันที่ผมจะห้ามปรามอะไร ผมตั้งสติ พร้อมขยับริบบิ้นที่แขนให้พวกมันได้มองเห็นผม ไม่มีประโยชน์ ไม่มีใครสนใจผมเลย

นักข่าวฝรั่งคนหนึ่งกำลังถ่ายรูปอยู่ นักรบกล้าของผมได้มีโอกาสแสดงฝีมือเป็นครั้งแรก  ขวดน้ำอัดลมที่ร่วงมาจากรถ ถูกประเคนเข้าไปที่หัวฝรั่งนายนั่น ถึงกับทรุด ตาเหลือก เลือดเต็มไปหมด ไหลเหมือนกับไปสระผมมาแล้วยังไม่ได้เช็ดหัวให้แห้ง แต่น้ำมันเป็นสีแดงเท่านั้นเอง

ปากผมนิ่งสนิทขยับไม่ได้ มือไม้อ่อนระทวยไปหมด  เพื่อนสาวที่มาด้วยกันวิ่งไปที่ฝรั่งคนนั้นพร้อมประคองแล้วตะโกนสั่งผมด้วยความโกรธ ถอดเสื้อเธอมาเดี๋ยวนี้เลย ผมยังมึนไม่หายแต่ไม่รู้เป็นอะไร คำสั่งเธอช่างมีพลานุภาพนัก เสื้อผมยี่ห้อแอโร่ด้วยพึงใส่ได้ไมถึง10ครั้งเลย ต้องถอดให้เธอไปแล้ว เธอคนนั้นไม่ได้ถามผมเลยสักคำ ว่าผมยอมไหม เสื้อของผมก็ถูกประเคนเข้าไปในหัวฝรั่งคนนั้นแล้วเสียงตะโกนก็ดังมาอีก ไปเรียกแท๊กซี่ซิ ช่วงนั้นเพิ่งจะเริ่มต้นการต่อสู้ คนยังผ่านไปผ่านมาปกติ รถแท๊กซี่จึงมีวิ่งผ่านบ้าง แต่เมื่อรถจอด แล้วรู้ว่าเราจะเอาฝรั่งที่หัวเลือดโชคไปส่งรพ.เท่านั้น มันก็ไม่ว่างซักคัน จนกระทั่ง ตุ๊กๆคันหนึ่งมาจอดเองแล้วรับฝรั่งนั้นไป ยังบอกกับเราว่า พี่พี่ไม่ต้องไปด้วยหรอกอยู่ต่อสู้ที่นี่แหละ เดี๋ยวผมไปส่งฝรั่งเองก่อนออกรถยังมีเสียงดังออกมาอีก ฝากฆ่ามันด้วยนะพี่ เกลียดนักไอ้พวกคอมมิวนิสต์”  ผมถามว่าราคาค่ารถเท่าไร เขาก็ไม่เอาตัง คล้ายว่าเขากำลังทำดีเพื่อชาติเหมือนกัน

 

·          

·          

·         ว้าว!

1

·          

·          

·          

·          

·          

·          

 

 อ่างขาง

อ่างขาง

6 ต.ค. 2019   16:56  :    263313

ตอนที่0.1.1

 

ในยุคสมัยนั้น ผู้ชายมักจะใส่เสื้อกล้ามไว้ข้างในอีกตัวหนึ่ง  ผมจึงไม่จำเป็นต้องไปหาเสื้อใหม่ มาใส่  คงสวมเสื้อกล้ามตัวนั้นตัวเดียว

 กองทัพของผมที่ผมไม่ได้นำ ต่างคนต่างแยกย้ายกันปฏิบัติงาน ตามอำเภอใจ แล้วแต่ความพึงพอใจของแต่ละคน

 เริ่มจาก ปั้มน้ำมันสามทหารตรงบริเวณแยกกระทรวงกลาโหม ขวดน้ำอัดลมที่กระจัดกระจายอยู่บนท้องถนนในตอนนั้น ขวดที่ไม่แตกก็ถูกนำมากรอกน้ำมันใส่ลงไป จะเชื่อหรือไม่ว่าเหตุการณ์ในตอนนั้น ขณะเกิดเหตุ ปั้มน้ำมันไม่ได้ปิดทำการยังคงเปิดบริการให้ลูกค้าอยู่ ไม่มีรถที่ไหนไปเติม มีแต่นักรบของผมวิ่งไปเติมเข้าขวดอย่างเดียว และไม่คิดเงินค่าน้ำมันด้วย ปั้มน้ำมันสามทหารเขารักชาติจริงๆ

  ด้านในรั้วธรรมศาสตร์ด้านตรงข้ามกับท้องสนามหลวง มีรถเบนซ์เก่าๆจอดอยู่คันหนึ่ง  ทหารกล้าของผมปีนรั้วเข้าไปในนั้นทันที เสียงดังคล้ายปืน ไม่รู้ดังมาจากไหน  หรืออาจจะเป็นเสียงท่อไอเสียรถตุ๊กๆที่วิ่งผ่านก็ได้เราไม่รู้ แต่พอมีเสียงดังขึ้นเท่านั้น นักรบกล้าของผมก็แตกกระเจิง ต่างคนต่างวิ่ง ออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ส่วนไอ้คนทีโดดเข้าไปในรั้วแล้ว ก็รีบนอนหมอบในทันที คล้ายกับว่าเขาเหล่านั้นถูกฝึกมาเป็นอย่างดี

  เสียงหนึ่งดังขึ้น เฮ่ย พวกมันมีปืน ระวังตัวด้วย”  

  ผมหันไปมองเจ้าของเสียงนั้นด้วยความสงสัย ในใจคิดใครวะ มาแย่งตำแหน่งหัวหน้าเราซะแล้วโดยไม่ได้เฉลียวใจซักนิด ว่าคนกลุ่มนี้แท้จริงไม่ใช่พวก นักเรียนอาชีวะ ที่เมื่อคืนมาชุมนุมกันอยู่ที่เทคนิคกรุงเทพฯเลย แท้จริงมันคนละชุดกัน(แล้วจะเล่าให้ฟังในตอนหลังว่า เกิดอะไรขึ้น นักรบพวกนี้มาจากไหน) ส่วนคนข้างในที่ปีนรั้วเข้าไปแล้ว ส่งสัญญาณออกมาด้วยการชูมือขึ้น ขณะที่ตัวยังนอนราบอยู่กับพื้น อย่าเข้ามา อย่าเข้ามาแล้วก็ทำมือให้ทุกคนถอยออกไป( ใครที่เคยไปธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สังเกตดู รั้วด้านตรงข้ามกับสนามหลวงจะเป็นรั้วเหล็กโปร่ง สามารถมองเข้าไปเห็นข้างในได้ มีเพียงรั้วทึบสูงจากพื้นดินประมาณ50ซ.ม. เท่านั้น ที่มองไม่เห็น)

  ผมคิดในใจ พวกนี้คงเป็นนักเรียน ร.ด.แน่เลย เก่งจริงๆฝึกกันมาอย่างดี มิเสียแรงที่เรามีทหารช่วยฝึกสอนให้ ถึงได้รอบรู้วิธีการดี ถึงเวลาก็มาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

เราทุกคนที่ยืนอยู่ภายนอก มีทั้งประชาชนทั่วไปและเหล่านักรบกล้า มองไปที่จอดรถเบนซ์คันนั้น ก้นกระดึบกระดึบ มันค่อยๆคลานไปทีละน้อยๆ  ขณะนั้นเสมือนว่าเราตกอยู่ในภวังค์กันทุกคนเงียบสงบนิ่งแทบไม่ได้หายใจ เกรงว่านักรบที่เข้าไปนั้นจะโดนยิงออกมา

   ซัก5นาทีได้ เวลาช่างนานแสนนาน แล้วก็มีเสียงวิทยุดังขึ้นที่เอวของชายคนหนึ่งที่ยืนปะปนอยู่กับฝูงชน เสียง ว.นั้นเบามากแต่เราก็ได้ยินเพราะมันเงียบ น้ำมันเอามาส่งให้หน่อยไม่ต้องมีคำพูดไดออกมาแล้ว ชายอีกคนหนึ่งก็คว้า ขวดน้ำมันที่ไปเอามาจากปั๊มเมื่อสักครู่นี้ วิ่งปรื้อเอาไปส่งให้ หมอบๆๆ ชายคนที่มีวิทยุสั่งให้พวกเราหมอบ ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชายทุกคนหมอบลงกับพื้นหมด ในตอนนั้น สัก สองสามนาทีได้ก็มีแสงไฟลุกโชนจากรถเบนซ์คันดังกล่าว

    เหมือนชนะสงคราม เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้อง เมื่อเราได้เผารถแล้ว แล้วก็ตามด้วยนักรบกล้าของเราปีนรั้วตามเข้าไปอีกฝูง รอบตึกบริเวณนั้น โดยเฉพาะมุมตึก ได้พยายามเผา ไฟลุกแล้วดับ แบบนี้หลายครั้งแต่ไฟก็ไม่ติดสักทีเพราะเราไม่มีเชื้อไฟพอที่จะทำให้ไฟติดได้ แค่น้ำมันเบนซินเฉยๆไม่เพียงพอ

    เสียงปืนจากไหนก็ไม่รู้ดังขึ้นหลายนัด มีคนเห็นว่ายิงมาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร มันแปลกแต่จริง ไม่มีคนวิ่งหนีอีกแล้ว มีแต่คนยืนมองเฉยๆ มีคนข้างๆที่เป็นประชาชนที่ไม่ได้เป็นนักรบ ได้ถามผมว่า จะทำยังไงดีละน้อง มันยิงเรากันแล้วนะผมเพิ่งนึกได้ผมเองก็คือนักรบกล้าคนหนึ่งเหมือนกัน และยังมีเลือดติดเต็มอยู่ที่เสื้อ แบบนี้มันเท่น่าดู  ตั้งสติได้ เลยวางมาดเล็กน้อย แล้วตอบไปว่า เพื่อชาติ เพื่อแผ่นดินของเราครับ ตายเป็นตาย เราถอยไม่ได้ มันยิงเราได้ไม่หมดทุกคนหรอกครับ ที่เหลือเราจะบุกขยี้มันเองพูดแล้ว โก้ น่าดูนะเรา (ในใจคิด)

  เสียงตื่นเต้นนั้นหายไปแล้วทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ หันกลับไปดูในรั้วธรรมศาสตร์ นักรบกล้าเราหายไปหมด  ผมหันไปที่ชายคนที่มี ว.ในเอวก็หาไม่เจอ ผมคิดในใจไปไหนกันหว่าทั้งหมดเลย เราละทิ้งหน้าที่หรือนี่ในใจคิด ยังดีที่มีเพื่อนสาวยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ สบตาเราเหมือนบอกว่าเราทำดีที่สุดแล้วอะไรปานนั้น

   “แล้วจะเอาไงดีผมถามเพื่อนสาว  ได้โอกาส คว้ามือเธอแล้วเดินข้ามถนนไปที่อีกฟากหนึ่ง เดินลัดเลาะไป เพื่อไปทำหน้าที่ดูแลประตูทางเข้าออก ด้านท่าพระจันทร์ เราต้องเดินช้ามากเพราะในสมัยนั้นนักศึกษาสตรีจะใส่ส้นตึกกัน ( คำว่าส้นตึกหมายถึง รองเท้า ที่ทำพื้นหนาหนา จนตัวคนใส่เหมือนเดินอยู่บนตึก) กว่าเราสองคนจะเดินไปถึง ประตูทั้งสองบานใหญ่ก็พังทลายลงมาแล้ว ไม่รู้ด้วยเหตุอะไร แต่ที่แน่แน่ มีคนมาทำงานทำหน้าที่แทนเราแล้ว

 เสียงดังกึกก้อง เราเผาโดมสำเร็จแล้ว”  

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
อ่างขาง

ตอนที่ 0.1.1.1

ผู้คนเต็มไปหมด ที่ประตูทางเข้าหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้านท่าพระจันทร์  รายล้อมอยู่บริเวณนั้น ผมเองก็ยังสงสัยอยู่  พวกเขามาทางไหนกัน ทำไมผมอยู่ด้านหน้าสนามหลวงแท้ๆจึงไม่เห็นคนเข้ามา หรือพวกเขาข้ามแม่น้ำมาทางเรือขึ้นท่าพระจันทร์กัน พลันควันไฟที่โดมก็พุ่งขึ้นมา

    เสียงจากในรั้วมหาลัยดังขึ้น “เราเผาโดมสำเร็จแล้ว”  แค่นั้นเอง เสียงดังกึ่งก้องก็ตามมา ไชโย ทุกคนกระเหี้ยมกระหือรือ ที่จะเข้าไปร่วมเผาทั้งมหาลัยกับเขาด้วยให้ได้ แต่ถูกกันเอาไว้ ด้วยตาข่ายและตำรวจด้านหน้าจำนวนหนึ่ง

   ชายคนหนึ่งสวมเสื้อยืดโดนประชาชนแถวนั้นลากออกมา ในชั่วไม่กี่นาทีที่ชายคนนั้น ที่ถูกดึงตัวออกมา เสื้อของเขาก็เต็มไปด้วยเลือด  เหตุการณ์หลังจากนั้นคงไม่ต้องเดาว่าเกิดอะไรขึ้น(เซนเซอร์)

  ส่วนตัวผมมีชายสูงอายุคนหนึ่งคล้ายเป็นคนจีน ลากตัวออกไปจากที่ตรงนั้นทันที ซึ่งเพื่อนสาวที่มาด้วยกันก็ตามไปด้วยติดๆ ด้วย  ผมเองครั้งแรกก็งงอยู่เหมือนกันเพราะตอนที่เขาดึงผมไปมีคนหลายคน พยายามเดินตามมาคล้ายว่าจะทำร้ายผม แต่ ชายผู้นั้นกับเพื่อนสาวของผมได้ป้องกันเอาไว้พร้อมตะโกนว่า “ เขาถูก พวกนักศึกษายิง จะพาไปโรงพยาบาล”  จึงได้นึกออก เพราะเสื้อผมเปื้อนเลือด นี่เอง คนที่มาชุมนุมกันอยู่หน้าประตูทางเข้าจึงนึกว่าผมเป็นนักศึกษา

   นึกถึงคำพูดของนายตำรวจท่านที อมรมพวกเราก่อนเข้ายึดธรรมศาสตร์ “คนของเรามีอยู่ในนั้นด้วยให้ระวังหน่อย ถ้าเราบุกเข้าไปอาจปะทะกันเองได้ เขาจะถอดเสื้อตัวนอกออกทันที แล้วจะใส่เสื้อยืดแทน จะได้แสดงตัวให้เรารู้ จำไว้นะอย่าทำร้ายเขา แล้วปกป้องเขาด้วย” อ้าว งั้นคนที่โดนตีอยู่ด้านหน้าเมื่อสักครู่ ก็คนของเรานี่หว่า ผมคิดแต่ไม่กล้าพูดออกไป นึกถึงตัวเองก่อนดีกว่า ก่อนจะโดนตีแบบคนนั้นบ้าง ชายผู้สูงอายุคนนั้น ดึงผมเข้าไปในซอกเล็กๆที่เดินลัดเลาะไปริมน้ำเจ้าพระยาได้ เขาบอกให้ผมถอดเสื้อออก แล้วไปหยิบเสื้อยืดเก่าๆให้ตัวหนึ่งที่แขวนอยู่ที่ราวตากผ้าแถวนั้น  ” ลื้ออย่าเพิ่งออกไป อยู่แถวนี้ก่อน” ชายคนนั้นกล่าวแล้วเดินจากเราสองคนไปทันที

  จากผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่าไปแล้วหรือนี่เรา ให้มันได้แบบนี้ซิ เราสองคนหาที่นั่งอยู่ตรงนั้นสักพักใหญ่เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น มันเกิดอะไรกันแน่  เสียงภายนอกก็ดังอึกทึกไปหมด จับใจความไม่ถูกว่าอะไรเป็นอะไร แต่ที่แน่แน่ผมจะไม่ออกไปทำหน้าที่อีกแล้ว นี่มันเอากันถึงตายเลยหรือนี่

  ตัดสินใจเดินออกมา เพื่อดูเหตุการณ์ภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้น ในตรงนั้นเท่าทีสายตามองเห็น ลูกเสือชาวบ้านและลูกเสือธรรมดา แต่งตัวเต็มยศ พร้อมผ้าพันคอ มาจากไหนไม่รู้เต็มไปหมด ประชาชนส่วนใหญ่จะถูกขอร้องให้ถ่อยไปก่อน ซึ่งประชาชนแถบนั้นที่ยืนอยู่ก็ออกไปด้วยความสมัครใจแต่ไม่ไกลมากยังคนยืนมองอยู่ที่หน้าประตูรั้วอยู่แบบนั้น ต่างก็วิจารณ์กันไป

   ร้านอาหารแถวนั้นเปิดทีวีอยู่คนมุงดูกันเยอะมาก เราสองคนก็ไปยืนดูกับเขาด้วย ภาพในมหาลัยถูกถ่ายทอดออกมา ผม งง มากทำไมมันรวดเร็วขนาดนี้ ผมพึ่งมาถึงแท้ๆ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย หรือว่าเขาปฏิบัติการกันก่อนหน้านี้แล้ว เราเพียงมาเป็นตัวประกอบเท่านั้น

 ภาพในทีวีถูกถ่ายทอดออกมาเรื่อยๆ ภาพจับไปที่นศ.ทั้งหญิงทั้งชาย ถูกถอดเสื้อให้คลานไปในสนามหญ้า บางคนถอดช้าก็โดนไอ้โอป กระทืบเอา ส่วน ภายนอกมหาลัย ที่ที่เราเพิ่งเดินออกจากที่นั่นมาเมื่อสักครู่ เต็มด้วย นักรบกล้าของผมและประชาชน ที่ร่วมกันประชาทันนักศึกษากันอยู่อย่างเมามัน ภาพที่ออกมาก็ถ่ายซ้ำไปก็ซ้ำมาหลายครั้งหลายหน มันจุกไปในลำคอพูดไม่ออก ทั้งที่นี่คือภารกิจของผมแท้ๆ แต่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย และป้องกันเขาไม่ได้

“กลับบ้านดีกว่า”ผมบอกกับเธอ เธอก็พยักหน้า แต่เธอไม่ขอกลับพร้อมผมนะ เธอบอกว่าจะไปทำงานต่อให้เสร็จ ผมก็ไม่ได้สงสัยอะไร เราแยกกันตรงนั้นดีกว่า แล้วต่างคนก็ต่างไป ผมก็กลับบ้านผมเท่านั้น

 3วันต่อวิทยาลัยเปิดเรียนแล้ว ผมไปหาทานอาหารที่ตึกคหกรรมศาสตร์ทุกวัน ไม่เคยได้เจอเธอเลย ผมได้แต่หวังว่าจะได้เจอเธออีกแค่นั้น

 

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0
 
อ่างขาง

ตอนที่0.1.1.1.1

  วันเวลาผ่านไปจนผมเข้าทำงานแล้ว ทำงานในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง ได้เจอะเจอกับคนดังๆในสมัยนั้นมากมาย

 บริษัทที่ผมเข้าไปทำงานส่วนใหญ่จะรับงานก่อสร้างของทหารเป็นส่วนใหญ่ ได้รู้จักนายทหารดังดังหลายคน มีทั้งยศนายพัน นายพล จนถึงพล.อ. ที่เป็นนายทหารบิ๊กๆทั้งสิ้น


   ขณะที่ผมเข้าไปติดต่องานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็ได้พบเธอคนนั้นเข้า โดยบังเอิญ เธอทำงานอยู่แผนกประกันสังคม ที่ดูแลเรื่องเงินสวัสดิการของพนักงานการไฟฟ้า เธอชวนผมมานั่งทานอาหารและคุยกันในเรื่องราวเก่าๆ โดยไม่ลืมถามเรื่องครอบครัว เธอมีครอบครัวแล้ว แต่ไม่มีลูกสามีเธอเป็นทหาร แต่เจ้าชู้มาก ทุกวันนี้เธอทำใจได้ไม่ไปตามไม่ไปตอแยทั้งสิ้นปล่อยเขาไป  พูดเหมือนหมดอาลัยตายอยากในชีวิต สิ่งที่กินใจผมมาตลอด เธอเป็นใคร เรียนที่ไหน ทำไมถึงหายไปเลย หลังจากนั้นเป็นต้นมา สิ่งที่เธออธิบายกลับมา คือ แท้จริงเธอแค่ทำงานเป็นเสมียนในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่งเท่านั้น งานนั้นเธอมาเป็นพี่เลี้ยงให้ผมโดยเฉพาะ เพราะท่านเขาสั่งมาให้ดูแลผม  “ท่าน”ที่เธอพูดถึงเป็นทหารใหญ่ ณ.ขณะนั้นมียศเป็นพล.อ.อ.แล้วมีตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพอากาศและได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญในรัฐบาลพล.อ.เปรม สิ่งที่ถามต่อมา ทำไมต้องดูแลผมด้วย ผมสงสัย ที่ต้องดูแลผม ทำไม

  อธิบายกันยืดยาวสรุปคือ เขาใช้วิธีเรียกประธานนักศึกษาทุกแผนกให้ไปประชุมในวันนั้น เพียงแต่ว่าเขาไม่ค่อยไว้ใจผม กลัวว่าผมจะใจอ่อนและทำให้เสียเรื่องหมด ทั้งผู้อำนวยการวิทยาลัยก็กลัวผม กลัวว่าผมจะออกมาแฉเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนั้น แน่นอนว่ามีการฆ่ากันตายมากมายแน่  เขากลัวว่าเวลาผ่านไปเมื่อประชาชนได้อำนาจกลับคืนมา เขาเองอาจจะต้องติดคุกเฉกเช่นคดีในประวัติสาสตร์ ที่นำเอาผู้นำ ผู้บริหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีล้างฆ่าเผ่าพันธุ์ ชาวยิว มาลงโทษ ตามล่าตามล้างกันจนกระทั่งคนที่มีชีวิตอยู่ก็อยู่ไม่เป็นสุขต้องหนีหัวซุกกหัวซุนไปตลอดชีวิต

   แล้วทำไมต้องเอาเธอมาด้วย  เธอเก่งกว่าคนอื่นหรือ ทำไมไม่เอาตำรวจหญิง หรือทหารหญิงมาทำงานนี้ เธอเล่าว่าเขาเรียกมาทดสอบหมดแล้ว คนที่เข้าท่าและปลอมเป็นนักศึกษาไม่มีใครเนียนเลยซักคน เมื่อเขาเห็นเธอ จึง เรียกมาคุยพร้อมบอกว่าอยากได้งานที่ไหนบอกมา เขาจะจัดการให้ เพื่อเห็นแก่อนาคต เธอจึงยอมรับเข้ามาทำหน้าที่นี้และเธอก็ทำสำเร็จด้วยดีมากด้วย เธอได้รางวัลเป็นเงินสองหมื่นบาทในตอนนั้นและ ได้เข้าทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตนี่แหละ

    แล้วนักศึกษาที่อยู่หลังรถละ เธอก็ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนแต่ที่แน่ๆไม่ใช่นักศึกษาแน่นอน อาจเป็นนักเรียนทหารเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ได้ เพราะเธอเคยเห็นทหารเหล่านี้ฝึกการเข้าประจันหน้า ที่คล้ายแบบนี้ที่ราบ11มาก่อน แล้ว ที่ผมยาวเพราะเขาวางแผนไว้เป็นเดือนแล้ว คำสั่งห้ามนักเรียนทุกคนตัดผม และที่เห็นผมยาวมากหลายคน ถ้าสังเกตให้ดีมีหลายคนสวมวิก ตอนกระโดลงไปในรั้วบางคนวิกหลุดด้วย เห็นไหม ผมเพิ่งนึกออก นึกว่าที่เขาสวมวิกเพราะ ซ่า อยากจะหล่อ อะไรแบบนั้น ไม่คิดว่าเป็นการพลางตัวแต่อย่างใด

แต่ไม่ใช่หน่วยเดียวนะ มีอีกหลายหน่วยที่เข้าประจันบานในตอนนั้น เข้าทางโรงละครแห่งชาติ เข้าทางพิพิธพันธ์แห่งชาติ เข้าทางแม่น้ำเจ้าพระยา เพียงแต่ว่าหน่วยของเราต้องการคนที่เห็นว่าเป็นนักศึกษาจริงๆเท่านั้น และเมื่อถึงเวลาเขาวิทยุกันในรถ เห็นว่าเราคงไม่ไหวแน่ เลยเปลี่ยนแผนยึดอำนาจของเธอแล้วเขาทำเองทั้งหมดดีกว่า ผมได้แต่ฟังแล้วก็หยักหน้า มีบ้างที่ถามรายละเอียดอย่างเช่นแล้วคนที่พาเราหนีละใช่ด้วยไหม เธอตอบแล้วหัวร่อ ยังจำได้หรือ แหมเห็นตอนนั้นเธอตัวสั่นเลยนะ “ใช่คะ คนนั้นยศ พท.นะคะเดียวนี้ พอ.พิเศษแล้ว” เธอคงจำไม่ได้ แต่ เขาจำเธอได้ พูดถึงเธอบ่อยมาก เขาเป็นสามีของเราเอง

 ยังยังไม่จบ ยังติดใจอยู่อีกเรื่องหนึ่งคือ “ไอ้เฮง” หลายท่านคงคิดแล้วใช่ไหมว่า มันคงตายไปแล้วในวันนั้น หรือไม่ก็หนีเข้าป่าไป ป่านนี้คงอยู่ในแวดวงนักวิชาการนักการเมือง หรืออะไรทำนองนั้นเพราะมันคือคนเดือนตุลาคมเหมือนกัน ผิดทั้งหมดครับ ไอ้เฮง ตอนนั้นมันยังใช้แซ่อยู่เลย แต่ผมได้เจอกันอีกครั้งในฐานะ นายดาบ ตำรวจสันติบาล ในตอนที่เสื้อแดงประท้วงเมื่อปี50นี้เอง

จบ

  • หลงรัก
    0
  • ว้าว!
    0
  • ขำขำ
    0
  • เศร้า
    0