ทำไม เอ.พี.จึงกลายเป็นเบอร์ 1 ในตลาดที่อยู่อาศัยไทย

ทำไม เอ.พี.จึงกลายเป็นเบอร์ 1 ในตลาดที่อยู่อาศัยไทย

            ในทุกๆ ครึ่งปี ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยจะจัดอันดับบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ที่ผลิตที่อยู่อาศัยออกมามากที่สุด แต่นี่ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2563 พอดีมีข้อมูล จึงมานำเสนอให้เห็นว่า แชมป์เปลี่ยนไปแล้ว  กล่าวคือ บมจ.เอพี (ไทยแลนด์) กลายเป็นแชมป์ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าที่เปิดใหม่ นับเป็นบริษัทที่ยังคึกคักมากที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้
            ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) เปิดเผยผลการสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในรอบ 4 เดือนแรกของปี 2563 พบว่า มีบริษัทพัฒนาที่ดินที่พัฒนาจำนวนหน่วยและมูลค่าสูงสุด 10 แห่งซึ่งทั้งหมดเป็นบริษัทมหาชน และรวมบริษัทในเครือด้วยแล้ว มีลำดับดังนี้:
            อันดับที่ 1 บมจ.เอ.พี. (ไทยแลนด์) พัฒนาทั้งหมด 8 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 1,778 หน่วย รวมมูลค่า 8,741 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 8.8% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 4.916 ล้านบาท
            อันดับที่ 2 บมจ.ศุภาลัย พัฒนาทั้งหมด 4 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 1,598 หน่วย รวมมูลค่า 4,619 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 7.9% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 2.890 ล้านบาท
            อันดับที่ 3 บมจ.แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ พัฒนาทั้งหมด 4 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 1,439 หน่วย รวมมูลค่า 4,515 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 7.1% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 3.138 ล้านบาท
            อันดับที่ 4 บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ พัฒนาทั้งหมด 4 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 1,340 หน่วย รวมมูลค่า 3,231 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 6.6% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 2.411 ล้านบาท
            อันดับที่ 5 บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนาทั้งหมด 4 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 1,319 หน่วย รวมมูลค่า 3,349 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 6.5% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 2.539 ล้านบาท
            อันดับที่ 6 บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท พัฒนาทั้งหมด 2 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 802 หน่วย รวมมูลค่า 2,127 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 4.0% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 2.652 ล้านบาท
            อันดับที่ 7 บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ พัฒนาทั้งหมด 3 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 713 หน่วย รวมมูลค่า 1,187 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 3.5% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 1.665 ล้านบาท
            อันดับที่ 8 บมจ.อีสเทอร์นสตาร์ เรียลเอสเตท พัฒนาทั้งหมด 2 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 633 หน่วย รวมมูลค่า 2,324 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 3.1% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 3.671 ล้านบาท
            อันดับที่ 9 บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนาทั้งหมด 2 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 575 หน่วย รวมมูลค่า 2,946 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 2.8% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 5.123 ล้านบาท
            อันดับที่ 10 บมจ.เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น พัฒนาทั้งหมด 1 โครงการ มีหน่วยขายที่เสนอขายทั้งหมด 450 หน่วย รวมมูลค่า 1,301 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งในตลาดประมาณ 2.2% ทั้งนี้มีราคาขายต่อหน่วยคือ 2.891 ล้านบาท

            บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 10 แห่งนี้ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดถึง 53% แสดงว่าบริษัทอื่นๆ นอกตลาดหรือบริษัทในตลาดรายอื่นๆ มีส่วนแบ่งในตลาดน้อยมาก  ตลาดเป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ  สาเหตุที่ บมจ.เอ.พี. (ไทยแลนด์) กลายเป็นเบอร์ 1 เพราะการจับกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน กล่าวคือเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง ในขณะที่สินค้าโดยรวมในปี 2563 ขายในราคา 4 ล้านบาท แต่ บมจ.เอ.พี. (ไทยแลนด์) ขายในราคาเกือบ 5 ล้านบาท  สินค้าราคาถูกๆ ไม่ใช่เป้าหมายของบริษัทนี้ ในขณะที่คู่แข่งสินค้าราคาถูกต่างชะลอตัวลง เนื่องจากตลาดล่างขายได้ยาก ประชาชนผู้มีรายได้ปานกลางค่อนข้างน้อยขาดสภาพคล่องนั่นเอง
            เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลอดนับสิบปี บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท เป็นแชมป์มามาทุกปี อย่างไรก็ตามคาดว่าในช่วงกลางปี หรือช่วงหลังของปี บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท อาจกลับมาทวงแชมป์ใหม่คืนใหม่ หลังจากขายสินค้าที่ยังคงค้างออกไปหมดแล้ว ทั้งนี้เพราะบริษัทแห่งนี้มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก และมีโอกาสเติบโตอีกมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีโครงการเตรียมพร้อมไว้อีกไม่น้อย จึงเชื่อว่าจะกลับมาทวงแชมป์คืนในภายหลังได้        

            สถานการณ์จะพลิกผันอย่างไร ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

  • รัก
    0
  • ฮ่าฮ่า
    0
  • ว้าว
    0
  • เศร้า
    0